อยากตาย






ถ้าอยากตาย...อ่านเรื่องนี้ให้จบก่อน
แล้วค่อยไปตาย...



ในบางครั้งความผิดหวังในชีวิตกับเหตุการณ์ต่างที่ประดังเข้ามา มันกดดันจิตใจเราเกินกว่าที่จะรู้สึกอดทนได้ ความเร่าร้อนกระวนกระวาย ความคิดที่แตกซ่านฟุ้งกระจายและเจ็บปวดมันมากมายจนเราเกินจะทนไหว วันแล้ววันเล่าที่มีแต่ความผิดหวังและว่างเปล่า มองไม่เห็นที่พึ่งหรือทางออก ดูชีวิตช่างมืดมนจนไม่เห็นทางที่จะฟื้นตัวกลับมาได้อีก ทางออกสุดท้ายในใจ...ตายซะให้มันพ้นๆไป ถ้าคุณมีความคิดเช่นนี้อยู่ อย่าเพิ่งรีบตาย รออีกนิดมันก็ไม่ทำให้ความตายของคุณเสียรสชาติไปเท่าไร

ในความทุกข์ระทมทางจิตใจแบบนั้น มันแทบเป็นไปไม่ได้ที่คำพูดไม่กี่คำ หรือเนื้อหาไม่กี่ประโยคจะทำให้ความทุกข์ที่เผาใจคุณอยู่จางหายไปได้ แต่อย่างน้อยมันก็ไม่ใช่คุณคนเดียวสักหน่อยที่รู้จักกับความเจ็บปวด และพวกเขาอาจจะเจอมามากกว่าหรือบ่อยกว่าที่คุณเจอมาก็ได้ แต่ก็ช่างเถิด เอาเป็นว่ามิใช่มีแต่คุณคนเดียวหรอกที่รู้จักความเจ็บปวดในจิตใจแบบนี้ และถ้าทำได้ มันจะดีกว่านี้มากถ้าเราได้นั่งคุยกัน คุณอาจจะได้รู้อะไรดีๆก่อนที่จะตัดสินใจจบชีวิตตัวเองไปอย่างโดดเดี่ยว คนที่จะตัดสินใจทิ้งชีวิตตัวเองไปอย่างจงใจคงต้องเจอเรื่องที่แย่มากจริงๆ...คุณว่าไหม แต่อ่านให้จบหน้านี้แล้วค่อยไปตายมันก็คงไม่สาย

อารมณ์ที่พุ่งพล่านขึ้นมาจนทำให้เจ็บร้าวไปทั้งใจ หัวสมองตื้อตัน มันก็เหมือนเวลาเราโกรธอย่างฉับพลันทันที จึงแสดงความรุนแรงโต้ตอบออกไปโดยที่มิทันได้คิด เป็นอาการตอบสนองซึ่งคนที่มิได้ฝึกควบคุมมาไม่สามารถควบคุมได้เลย ความรุนแรงและเกรี้ยวกราดจะไหลทะลักออกมาเหมือนเขื่อนแตก ความรู้สึกนี้มันได้บดบังจิตสำนึกต่างๆรวมทั้งเหตุผลโดยสิ้นเชิง คุณเชื่อไหมว่าคนที่จะฆ่าตัวตายมีความรู้สึกลึกๆที่ไม่แน่ใจว่าอยากจะตายจริงๆ มันจะเกิดความขัดแย้งสับสนในห้วงความคิดระหว่างการทนอยู่กับการตายหนีไปให้พ้นๆ และมันจะยิ่งเพิ่มน้ำหนักความสับสนให้เพิ่มขึ้นจากปัญหาชีวิตที่เกิดขึ้นให้รู้สึกแย่ลงไปอีก สมองก็จะยิ่งทึบหนักคิดอะไรไม่ออก จนในที่สุดก็ไม่คิดอะไรอีกต่อไป และเดินหน้าเข้าสู่ความตายแบบต่างๆโดยปราศจากความคิดโดยสิ้นเชิง หรือที่เรียกกันอีกอย่างแบบสุภาพว่า “คิดสั้น” ซึ่งไม่ต่างอะไรจากคำว่า “สิ้นคิด” แต่อย่างใด



จากการวิเคราะห์เป็นทางการ จะสรุปได้ว่า
            การฆ่าตัวตายมันมิได้เป็นการเลือกที่จะทำอย่างตั้งใจ แต่มันเกิดขึ้นจากความเจ็บปวดในใจในความคิด
ที่มากเกินกว่าจะอดทนต่อสู้กับความรู้สึกเหล่านั้นได้

    ดังนั้นคนที่เคยมีความคิดจะฆ่าตัวตายก็มิใช่ว่ามันเกิดจากความผิดปรกติ ความโง่ ความอ่อนแอ หรือความไม่สมประกอบแต่อย่างใด และข้อสำคัญ มันมิได้หมายความว่าคุณต้องการจะตายจริงๆแต่อย่างใด มันแค่เกิดขึ้นจากสาเหตุที่คุณได้รับความเจ็บปวดทางจิตใจมากเกินกว่าความสามารถที่จะรับได้ในเวลานั้น คุณยืนแบกรับน้ำหนักที่ทยอยใส่บนบ่าให้คุณแบกเอาไว้ พอถึงจุดหนี่งน้ำหนักที่เพิ่มเข้าไปจะทำให้คุณทรุดลงกับพื้น ไม่ว่าคุณจะพยายามฝืนตัวยืนอยู่อย่างไรก็ตาม เพราะเราทุกคนมีขีดจำกัดของตัวเองทั้งสิ้น แต่นั่นแสดงให้เห็นว่าคุณมิได้ตั้งใจจะทรุดลงไปกองกับพื้น หรืออีกนัยหนึ่งคุณมิได้ตั้งใจอยากจะตายจริงๆ และถ้าทำได้ คุณก็อยากจะให้กำลังใจตัวเองมากกว่าที่จะเพิ่มความหดหู่สิ้นหวัง แต่เป็นเพราะช่วงนั้นมันหนักเกินกว่าที่คุณจะทนไหว ความเจ็บปวดในใจเป็นสิ่งที่วัดและเปรียบเทียบกันระหว่างบุคคลไม่ได้เลย เรื่องปวดหัวใจที่คนอื่นทนได้ไม่จำเป็นที่เราจะต้องทนได้เสมอไป ดังนั้นจงอย่าไปฟัง ถ้าคนอื่นที่รู้เรื่องของคุณอาจจะพูดว่า เรื่องของคุณไม่หนักหนาพอที่จะคิดฆ่าตัวตาย เพราะการคิดฆ่าตัวตายมันเกิดขึ้นจากระดับความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นสูงเกินกว่าความสามารถที่จะอดทนรับได้ของแต่ละคนเท่านั้น ซึ่งแต่ละคนมีมากน้อยต่างกันอย่างมาก

ดังนั้นเมื่อใดก็ตามที่ระดับความสามารถอดทนต่อความเจ็บปวดลดลงต่ำ ความรู้สึกอยากตายก็จะเกิดขึ้นเมื่อนั้น ความรู้สึกอยากตายมิใช่เรื่องผิดหรือถูก หรือเป็นความผิดปรกติจากธรรมชาติใดๆทั้งสิ้น มันเป็นแค่ผลพวงจากความไม่สมดุลอย่างมากระหว่างความสามารถในการอดทน กับความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นในจิตใจ


เมื่อเป็นดังนั้นการแก้ปัญหานี้จะมีอยู่แค่สองวิธี

1)      หาหนทางลดความเจ็บปวดลง หรือไม่ก็
2)     หาทางเพิ่มความสามารถที่จะอดทนต่อความเจ็บปวดนั้นให้มากขึ้น

ในภาวะแบบนี้ คุณควรจะได้รับรู้เรื่องเหล่านี้ไว้เป็นแนวคิด

1)     ถ้าคุณยังไม่เคยรู้มากก่อน คุณควรจะรู้ไว้ว่า มีคนอื่นๆเคยผ่านภาวะแบบนี้ และอยู่รอดได้มาแล้ว เขาเคยทุกข์แบบเดียวกับคุณในขณะนี้ ดังนั้นจึงมีโอกาสมากที่คุณจะอยู่รอดได้เช่นกัน
2)     ให้เวลากับตัวเองอีกสักนิด ถ้าคิดจะตายจริงแล้ว เลื่อนเวลาออกไปอีกสักวัน หรือสักอาทิตย์ก็ไม่ทำให้การตายเสียรสชาติไปแต่อย่างใด เพียงเพราะคุณคิดอยากจะฆ่าตัวตายมิได้หมายความว่าคุณต้องตายทันทีในเวลานี้ คุณสามารถแยกความรู้สึก กับการกระทำออกจากกันได้ มันก็เหมือนที่คุณได้อ่านเรื่องนี้มาตั้งแต่ต้นโดยที่คุณยังไม่ลงมือฆ่าตัวตาย รออีกสักวันไม่ทำให้คุณแย่ลงไปกว่าเดิมหรอก
3)     คนที่พึ่งพาการฆ่าตัวตาย คือการหาหนทางหยุดความทุกข์อย่างรวดเร็ว เหมือนในช่วงที่เราทานอาหารเผ็ดจัด หรือกระหายน้ำอย่างรุนแรง เราจะดื่มน้ำอย่างเอาเป็นเอาตายเมื่อมีโอกาส เพื่อลดความกระหาย หรือ การที่เราต้องวิ่งเข้าห้องน้ำเพื่อถ่ายทุกข์เวลาท้องเสียหรือต้องอั้นเป็นเวลานาน ดังนั้นจำไว้ว่าการบรรเทาทุกข์เป็นความรู้สึกที่รับรู้ว่าความทุกข์ได้ลดลงแล้ว ดังนั้นคุณจำเป็นต้องมีชีวิตอยู่เพื่อรับรู้ความรู้สึกนั้น  แต่คุณจะไม่สามารถรับรู้ได้ถ้าได้ตายไปแล้ว มันน่าเสียดายอย่างยิ่ง
4)     ผู้คนจะแสดงอาการไม่ดีต่างๆเมื่อรู้ว่าคุณกำลังคิดจะฆ่าตัวตาย ไม่ว่าจะเป็นเพราะพวกเขารู้สึกกลัว หรือรู้สึกโกรธจากความผิดหวังในตัวคุณ มันทำให้คุณรู้สึกแย่ลงทั้งสิ้น ถ้าคุณเผลอไปให้ใครรับรู้ว่าคุณจะฆ่าตัวตาย แล้วพวกเขาเหล่านั้นแสดงอาการหรือพูดจาให้คุณรู้สึกแย่ลงไปอีก ขอให้เข้าใจว่ามันเป็นอาการตอบสนองตามธรรมชาติที่เกิดจากความกลัวของพวกเขา ไม่เกี่ยวกับตัวคุณเลย และจงอย่าพยายามจัดการเรื่องนี้ด้วยตัวคนเดียว คุณรู้หรือไม่ว่ายังมีคนที่อยากจะคุยกับคุณในช่วงเวลาแย่ๆเช่นนี้ โดยจะไม่พยายามตัดสินคุณ โต้เถียงกับคุณ หรือพยายามที่จะชักจูงให้คุณคิดว่าปัญหาของคุณมิใช่เรื่องใหญ่ ลองใช้เวลาจากนี้อีกสักวัน หรือสักอาทิตย์เพื่อค้นหาคนๆนั้น แล้วเล่าให้เค้าฟังว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตของคุณ แต่ถ้าคุณหาไม่ได้ ก็ลองติดต่อมาที่
5)     ความคิดอยากจะฆ่าตัวตายเป็นเรื่องที่ต้องทำการรักษา เมื่อความรู้สึกได้บรรเทาลงแล้ว คุณต้องดูแลตัวเองอย่างต่อเนื่อง การได้พูดคุยและจับกลุ่มกันเป็นสังคม และยิ่งไปกว่านั้นหากได้มีโอกาสช่วยคนอื่นๆที่ตกอยู่ในสภาพนี้จะยิ่งเป็นการแก้ไขอย่างถาวรซึ่งได้ผลที่สุด

มาถึงตรงนี้ถ้าคุณยังมีชีวิตอยู่ก็เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่สุด คุณอ่านมาได้ถึงตรงนี้แล้ว คุณควรจะให้รางวัลกับตัวเอง ด้วยการให้กำลังในการเพิ่มความอดทนต่อความรู้สึกเจ็บปวดในจิตใจ อันเป็นการเพิ่มแรงต้านความเจ็บปวดที่ทำให้คุณคิดอยากจะฆ่าตัวตาย ดังนั้นจงให้รางวัลกับตัวเองด้วยพลังความเข้มแข็งนั้น ทีละเล็กทีละน้อย จนคุณสามารถสร้างความสมดุลให้พ้นจากความคิดอยากตายไปได้โดยสิ้นเชิง


เมื่อถึงตรงนี้ คุณควรจะโทรหาใครสักคนที่คิดว่าน่าจะคุยกับคุณได้
โดยไม่เพิ่มความเจ็บปวดให้จิตใจคุณอีก
บางทีอาจจะคุยกันไปหัวเราะกันไปก็ได้
SHARE

Milan Tomic

Hi. I’m Designer of Blog Magic. I’m CEO/Founder of ThemeXpose. I’m Creative Art Director, Web Designer, UI/UX Designer, Interaction Designer, Industrial Designer, Web Developer, Business Enthusiast, StartUp Enthusiast, Speaker, Writer and Photographer. Inspired to make things looks better.

  • Image
  • Image
  • Image
  • Image
  • Image
    Blogger Comment
    Facebook Comment

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น